ระบบร้านขายเครื่องเขียน

ID: R722

3,500 บาท

เหมาะสำหรับ: ทุกระดับชั้น

แพลตฟอร์ม: ระบบงานด้วย Visual Studio


โปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนาระบบงานมีดังนี้

1. Microsoft Visual Studio 2010 ใช้พัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้งาน

2. Microsoft SQL Server 2008 R2 ใช้สาหรับจัดการฐานข้อมูลที่ใช้ในระบบ

3. Microsoft Visio 2010 ใช้ในการสร้าง Diagram เพื่อวิเคราะห์ระบบ

4. Crystal Report ใช้สาหรับออกรายงาน

ขอบเขตระบบร้านขายเครื่องเขียน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ผู้ดูแลระบบ (Administrator) และผู้ใช้ระบบ (User) ซึ่งสมารถแบ่งได้ดังนี้

1.3.1    ส่วนของผู้ดูแลระบบ (Administrator) ผู้ดูแลระบบในที่นี้ หมายถึง เจ้าของร้าน

1)  เข้าระบบด้วยชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน

2)  สามารถจัดการข้อมูลของพนักงาน

3)  สามารถจัดการหมวดหมู่สินค้า

4)  ตรวจสอบจำนวนสินค้าคงเหลือ

5)  สามารถจัดการข้อมูลรายการสินค้า

6)  พิมพ์ใบสั่งซื้อสินค้า

7)  สามารถพิมพ์รายงานได้ดังนี้ 

7.1) พิมพ์รายงานการสั่งซื้อสินค้า                        7.2) พิมพ์รายงานข้อมูลพนักงาน 
7.3) พิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือในสต็อก                                                                            7.4) พิมพ์รายงานการขาย ประจำวัน เดือน ปี

1.3.2   ส่วนของผู้ใช้งาน (User) หมายถึง ส่วนของหน้าร้านที่เป็นการซื้อและการขายสินค้าระหว่างพนักงานแคชเชียร์กับลูกค้า

 พนักงานแคชเชียร์ (cashier)

1)  เข้าระบบด้วยชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน

2)  สามารถจัดการข้อมูลการขายสินค้า

3)  สามารถพิมพ์รายงานได้ดังนี้ 

  3.1) พิมพ์ใบเสร็จรับเงิน

  3.2) พิมพ์รายงานการขาย ประจำวัน เดือน ปี

ขอบเขตระบบร้านขายเครื่องเขียน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ผู้ดูแลระบบ (Administrator) และผู้ใช้ระบบ (User) ซึ่งสมารถแบ่งได้ดังนี้

ส่วนของผู้ดูแลระบบ (Administrator) ผู้ดูแลระบบในที่นี้ หมายถึง เจ้าของร้าน 

1) เข้าระบบด้วยชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน

2) สามารถจัดการข้อมูลของพนักงาน

3) สามารถจัดการหมวดหมู่สินค้า

4) ตรวจสอบจำนวนสินค้าคงเหลือ

5) สามารถจัดการข้อมูลรายการสินค้า

6) พิมพ์ใบสั่งซื้อสินค้า

7) สามารถพิมพ์รายงานได้ดังนี้ 

7.1) พิมพ์รายงานการสั่งซื้อสินค้า                                           7.2) พิมพ์รายงานข้อมูลพนักงาน 

7.3) พิมพ์รายงานสินค้าคงเหลือในสต็อก                                                                                                                                        7.4) พิมพ์รายงานการขาย ประจำวัน เดือน ปี


ส่วนของผู้ใช้งาน (User) หมายถึง ส่วนของหน้าร้านที่เป็นการซื้อและการขายสินค้าระหว่างพนักงานแคชเชียร์กับลูกค้า

 พนักงานแคชเชียร์ (cashier)

1) เข้าระบบด้วยชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน

2) สามารถจัดการข้อมูลการขายสินค้า

3) สามารถพิมพ์รายงานได้ดังนี้ 

 3.1) พิมพ์ใบเสร็จรับเงิน

 

 3.2) พิมพ์รายงานการขาย ประจำวัน เดือน ปี

 
ทฤษฎีและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง 
     ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์เข้ามีบทบาทสำคัญมากในการดำรงชีวิตในปัจจุบันซึ่งระบบคอมพิวเตอร์แต่ละด้านล้วนช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการบริหารงานได้เป็นอย่างดี จึงได้นำระบบคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้งานกับระบบร้านขายเครื่องเขียน โดยมีทฤษฎีและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้
2.3.1 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
1) ระบบฐานข้อมูล
1.1) ความหมายของระบบฐานข้อมูล
ฐานข้อมูล (Database) หมายถึง กลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน นำมาเก็บรวบรวมเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบและข้อมูลที่ประกอบกันเป็นฐานข้อมูลนั้น ต้องตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานขององค์กรด้วยเช่นกัน ซึ่งข้อมูลนั้นอาจจะเกี่ยวกับบุคคล สิ่งของสถานที่ หรือเหตุการณ์ใด ๆ ก็ได้ที่เราสนใจศึกษา  หรืออาจได้มาจากการสังเกต การนับหรือการวัดก็เป็นได้ รวมทั้งข้อมูลที่เป็นตัวเลข  ข้อความ  และรูปภาพต่าง ๆ ก็สามารถนำมาจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลได้ และที่สำคัญข้อมูลทุกอย่างต้องมีความสัมพันธ์กัน เพราะเราต้องการนำมาใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต
  ระบบฐานข้อมูล (Database System) หมายถึง การรวมตัวกันของฐานข้อมูล
ตั้งแต่ 2 ฐานข้อมูลเป็นต้นไปที่มีความสัมพันธ์กัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และทำให้การบำรุงรักษาตัวโปรแกรมง่ายมากขึ้น โดยผ่านระบบการจัดการฐานข้อมูล หรือ  เรียกย่อ ๆ ว่า DBMS
1.2) องค์ประกอบของฐานข้อมูล
1.2.1) ข้อมูล(Data)  ข้อมูลจะต้องเป็นข้อมูลรวมและแบ่งปันกันได้ (Both Integrated and Shared) ข้อมูลรวม (Integrated) ในฐานข้อมูล หมายถึง อาจมีข้อมูลซ้ำซ้อนกันระหว่างแฟ้มต่าง ๆ น้อยที่สุ หรือเท่าที่จำเป็น เช่น แฟ้มข้อมูลชื่อ EMPLOYEE กับ ENROLLMENT
1.2.2) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) เป็นอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล ซึ่งฮาร์ดแวร์ของระบบฐานข้อมูลประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ที่เก็บข้อมูลสำรอง(Secondary Storage Volumes) เพื่อเก็บข้อมูลด้วยอุปกรณ์นำเข้า/ส่งออกข้อมูล(ดิสก์ไดร์ฟ), ตัวควบคุมอุปกรณ์, ช่องนำเข้า/ส่งออกข้อมูลตัวประมวลผลฮาร์ดแวร์หน่วยความจำหลัก ที่สนับสนุนการทำงานของระบบฐานข้อมูล
1.2.3) ซอฟต์แวร์(Software) ซอฟต์แวร์ เป็นส่วนเชื่อมระหว่างผู้ใช้กับฮาร์ดแวร์ ซึ่งซอฟต์แวร์ในที่นี้คือ ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือระบบบริหารฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) ซึ่งมีหน้าที่ช่วยซ่อนกับผู้ใช้ฐานข้อมูลจากรายละเอียดระดับฮาร์ดแวร์ ระบบจัดการฐานข้อมูลจะทำให้ผู้ใช้รู้จักฐานข้อมูลในระดับที่อยู่เหนือระดับฮาร์ดแวร์และช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของผู้ใช้
1.2.4) บุคลากร (People) มีดังต่อไปนี้ 
(1) ผู้บริหารและผู้จัดการฐานข้อมูล มีหน้าที่สำคัญคือการจัดการกับฐานข้อมูลควบคุมระบบรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลวางแผนป้องกันความผิดพลาดอันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบฐานข้อมูล 
(2) ผู้ออกแบบฐานข้อมูล มีหน้าที่ในการรับผิดชอบเกี่ยวกับการออกแบบฐานข้อมูลให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การกำหนดมุมมองของผู้ใช้แต่ละคนการกำหนดรีเลชั่นความสัมพันธ์ของรีเลชั่นเป็นต้น 
(3) นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analyst) เป็นบุคลากรที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ออกแบบฐานข้อมูล และออกแบบระบบงานที่จะนำมาใช้ 
           (4) ผู้ใช้ทั่วไป (User) เป็นบุคลากรที่ใช้ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้งานสำเร็จลุล่วงได้
1.3) ชนิดความสัมพันธ์ระหว่างเอนทิตี้ 
    1.3.1)  ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One to one Relationships) เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูล ของเอนทิตี้หนึ่งว่ามีความสัมพันธ์กับข้อมูลในอีกเอนทิตี้หนึ่ง ในลักษณะ หนึ่ง ต่อ หนึ่ง หรือเขียนได้เป็น 1:1 แสดงว่าข้อมูลเพียงหนึ่งข้อมูลของเอนทิตี้แรกมีความสัมพันธ์กับข้อมูลในเอนทิตี้ที่สองเพียงข้อมูลเดียว
  1.3.2)  ความสัมพันธ์แบบ หนึ่งต่อกลุ่ม (One to many Relationships) เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูล ของเอนทิตี้หนึ่งว่ามีความสัมพันธ์กับข้อมูลในอีกเอนทิตี้หนึ่ง ในลักษณะ หนึ่งต่อกลุ่ม หรือเขียนได้เป็น 1:N แสดงว่าข้อมูลเพียงหนึ่งข้อมูลของเอนทิตี้แรกมีความสัมพันธ์กับข้อมูลในเอนทิตี้ที่สองหลายข้อมูล 
          1.3.3) ความสัมพันธ์แบบ กลุ่มต่อกลุ่ม (Many to Many Relationships) เป็นการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูล ของเอนทิตี้หนึ่งว่ามีความสัมพันธ์กับข้อมูลในอีกเอนทิตี้หนึ่ง ในลักษณะ กลุ่ม ต่อ กลุ่ม หรือเขียนได้เป็น N:M แสดงว่าข้อมูลเพียงหนึ่งข้อมูลของเอนทิตี้แรก มีความสัมพันธ์กับข้อมูลในเอนทิตี้ที่สองหลายข้อมูล และทำนองเดียวกัน ข้อมูลเพียงหนึ่งข้อมูลของเอนทิตี้ที่สองมีความสัมพันธ์ในทางกลับกันกับข้อมูลในเอนทิตี้ที่แรกหลายข้อมูล
2) รหัสแท่ง (Barcode)
    Barcode Scanner หรือ เครื่องอ่านบาร์โค๊ด คือ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านข้อมูลที่อยู่ในแท่งบาร์โค้ด แล้วแปลงให้เป็นข้อมูลที่สามารถเข้าใจได้โดคอมพิวเตอร์หน้าที่ของเครื่องอ่านบาร์โค้ด
1. หา Elements ที่ถูกต้องของ Bar และ Space
2. กำหนดส่วนกว้างของแต่ละ Bar และ Space
3. จัดกลุ่มของบาร์โค้ดที่อ่านเข้ามา
4. นำ Element Widths เปรียบเทียบกับรูปแบบตารางบาร์โค้ด
5. ตรวจสอบ Start/Stop Characters เวลาที่มีการอ่านกลับทิศทาง
6. ยืนยัน Quiet Zone ทั้งสองข้างของบาร์โค้ด
7. ยืนยันความถูกต้องของ Check Characters
 
 2.1) หลักการทำงานของเครื่องอ่านบาร์โค้ด
          1.  เครื่องอ่าน (Reader) ฉายแสงลงบนแท่งบาร์โค้ด หรือ แหล่งกำเนิดแสง (Light Source) ภายในเครื่องอ่านบาร์โค้ดจะฉายแสงลงบนแท่งบาร์โค้ด และกวาดแสงอ่านผ่านแท่งบาร์
 
             รูปที่ 2.1 แสดงตัวอย่างรหัสแท่ง
 
         2. รับแสงที่สะท้อนกลับมาจากตัวบาร์โค้ด ฉายการอ่านบาร์โค้ดจะใช้หลักการสะท้อนแสงกลับมาที่ตัวรับแสง
 
รูปที่ 2.2 แสดงการทำงานของตัวอ่านรหัสแท่ง
        3. เปลี่ยนปริมาณแสงที่สะท้อนกลับมาให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า ภายในเครื่องอ่านบาร์โค้ดจะมีอุปกรณ์เปลี่ยนปริมาณแสงที่สะท้อนกลับมาให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า
 
 
รูปที่ 2.3 แสดงตัวอย่างข้อมูลที่เครื่องอ่านรหัสแปลงได้แปลงสัญญาณ
 
         4. เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นข้อมูลที่นำไปใช้งานได้ สัญญาณไฟฟ้าจะไปเปรียบเทียบ กับตารางบาร์โค้ดที่ ตัวถอดรหัส (Decoder) และเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้งานได้
 
               
 
 
รูปที่ 2.4 แสดงลำดับการทำงานของเครื่องอ่านรหัสแท่ง
 
         สรุปหลักการทำงานของเครื่องอ่านบาร์โค้ด เครื่องอ่านบาร์โค้ดจะฉายแสงลงบนแท่งบาร์โค้ดแล้ว รับแสงที่สะท้อนกลับจากแท่งบาร์โค้ด ซึ่ง Space จะสะท้อนแสงได้ดีกว่าแท่ง Bar จากนั้นปริมาณแสงสะท้อนจะถูกเปลี่ยนไปเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า แล้วถูกส่งต่อไปยังตัวถอดรหัส (Decoder) และแปลงให้เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้งานได้ 
 
 
           
             รูปที่ 2.5 แสดงภาพรวมการทำงาน
 
    2.2) ประเภทของเครื่องอ่านบาร์โค้ดจำแนกออกได้ 2 กลุ่มใหญ่คือ เครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบสัมผัส และเครื่องอ่านบาร์โค้ดไม่สัมผัส และยังสามารถแยกประเภทตามลักษณะการเคลื่อนย้ายได้ โดยแบ่งกลุ่มเป็นเครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบเคลื่อนย้ายได้ (Portable) และเครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบยึดติดกับที่ (Fixed Positioning Scanners) 
2.2.1 เครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบเคลื่อนย้ายได้ (Portable) เครื่องอ่านบาร์โค้ด ประเภทนี้ ส่วนมากจะมีหน่วยความจำในตัวเอง เพื่อเก็บข้อมูลที่อ่านหรือบันทึกด้วยปุ่มกดสามารถนำอุปกรณ์ไปใช้ได้ง่ายโดย สามารถพกพาได้ การอ่านรหัสแต่ละครั้งจะนำเอาเครื่องอ่านเข้าไปยังตำแหน่งที่สินค้าอยู่ ส่วนมากเครื่องอ่านลักษณะนี้จะมีน้าหนักเบา ส่วนแบบที่ไม่มีหน่วยความจำในตัวเองจะทำงานแบบไร้สายเหมือน โทรศัพท์ไร้สาย ที่ใช้ภายในบ้านซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง
2.2.2 เครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบยึดติดกับที่ (Fixed Positioning Scanners) เครื่องอ่านบาร์โค้ด ประเภทนี้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ส่วนมากจะติดตั้งกับด้านข้าง หรือตำแหน่งใดๆ ที่เหมาะสมในแนวทางวิ่งของสายพานลำเลียง เพื่ออ่านรหัสที่ติดกับบรรจุภัณฑ์และเคลื่อนที่ผ่านไปตามระบบสายพานลำเลียง บางครั้งเครื่องอ่านประเภทนี้จะติดตั้งภายในอุปกรณ์ของระบบสายพานลำเลียง เพื่อให้สามารถอ่านได้โดยอัตโนมัติ อีกรูปแบบที่เราเห็นกันมาก จะฝังอยู่ที่โต๊ะแคชเชียร์ ตามห้างสรรพสินค้า โดยแคชเชียร์จะนำสินค้าด้านที่มีบาร์โค้ดมาจ่อหนาเครื่องอ่านที่ถูกฝังไว้ กับโต๊ะ หรือตั้งไว้ด้านข้าง เครื่องอ่านจะทำการอ่านบาร์โค้ดโดยอัตโนมัติ เมื่อมีวัตถุเคลื่อนไหวอยู่ข้างหน้าตัวเครื่อง
2.2.3 เครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบสัมผัส (Contact Scanners) เครื่องอ่านบาร์โค้ดประเภทนี้ เป็นอุปกรณ์ที่เวลาอ่าน ต้องสัมผัสกับผิวหน้าของรหัสแท่ง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือเครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบปากกา (Pen Scanner) หรือแวนด์ (Wand) เป็นเครื่องอ่านบาร์โค้ด ที่มีลักษณะเหมือนหัวปากกา โดยมีปลายปากกาเป็นอุปกรณ์สำหรับผลิตลำแสงเพื่ออ่านข้อมูล น้ำหนักเบา พกพาสะดวก มีข้อจำกัดเรื่อง คุณภาพฉลากต้องดีมาก เพราะหัวอ่านที่สัมผัสบนรหัสแท่งอาจจะทำให้รหัสลบหรือเสียหายได้ เหมาะสำหรับอ่านบาร์โค้ด บนเอกสารหรือคูปอง
2.2.4 เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบไม่สัมผัส (Non Contact Scanner) เป็นเครื่องอ่านบาร์โค้ด ที่มีหลายรูปแบบจากแบบง่ายๆ ที่ลักษณะคล้ายปีนที่เห็นตามร้านค้าปลีก จนถึงระบบแบบ Pocket PC สามารถอ่านโดยห่างจากรหัสแท่งได้ ทำให้ทำงานได้รวดเร็ว ง่ายและสะดวกโดยแบ่งเป็นหลายชนิดดังนี้
1) เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบ CCD (Charge Coupled Device Scanner) เครื่องอ่าน บาร์โค้ด ประเภทนี้ เป็นเครื่องอ่านราคาถูก การทำงานจะอาศัยการสะท้อนของแสงจากรหัสแท่งและช่องว่าง แล้วเปลี่ยนเป็น สัญญาณวีดีโอ เครื่องอ่านแบบนี้ในขณะอ่านจะไม่มีการเคลื่อนที่ชิ้นส่วน ความแม่นยำจะสูง กว่าแบบเลเซอร์ ใช้พลังงานน้อย อายุการใช้งานของอุปกรณ์ในการสร้างลำแสง (LED) จะยาวนานกว่าเครื่องอ่านบาร์โค้ด แบบนี้ยังเป็นแบบตัดวงจรไฟฟ้าอัตโนมัติในกรณีที่ไม่มีการใช้งาน
2) เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบ Linear Imaging เครื่องอ่านบาร์โค้ดประเภทนี้ เป็น เครื่องอ่านบาร์โค้ด ที่ใช้หลักการอ่านโดยวิธีจับภาพโดยเลนซ์รับภาพเช่นเดียวกับกล้องถ่ายรูป ทำให้ระบบ หัวอ่านมีความสามารถในการอ่านในเชิงเรขาคณิตสูงกว่าเครื่องอ่านแบบCCD สามารถอ่านบาร์โค้ดขนาด เล็กมากๆได้ เนื่องจากใช้การอ่านด้วยตัวเลนซ์รับภาพทำให้จับภาพได้ระยะไกลขึ้น อ่านได้เร็วถึง 100-450 scan ต่อวินาที ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบ Linear Imaging มีความสามารถในการ อ่านและความเร็วในการอ่านเหนือว่าการอ่านแบบCCD แต่มีความทนทานเหมือนกัน และอ่านในระยะไกลได้เทียบเท่ามาตรฐานของเครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบเลเซอร์ 
3)  เครื่องอ่านบาร์โค้ดแบบเลเซอร์ (Laser Scanner) เครื่องอ่านบาร์โค้ด ชนิดนี้มี วิธีการทำงาน คือเมื่อกดปุ่มอ่านรหัสจะเกิดลำแสงเลเซอร์ซึ่งมีกระจกเงาเคลื่อนที่มารับแสง แล้วสะท้อนไป ตกกระทบกับรหัส และผ่านเป็นแนวเส้นตรงเพียงครั้งเดียว ลำแสงที่ยิงออกมาจะมีขนาดเล็กด้วย ความถี่เดียว ไม่กระจายออกไปนอกเขตที่ต้องการทำให้สามารถอ่านรหัสที่มีขนาดเล็กได้ดีไว้ด้วย
2.3.2 เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
โปรแกรมที่ใช้สำหรับการออกแบบและพัฒนาระบบร้านขายเครื่องเขียน มีดังต่อไปนี้
1) Microsoft Visual Basic  คือโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ ที่มีความสามารถใช้งานคล้ายๆ กับภาษาคอมพิวเตอร์ตัวอื่น ๆ เช่น C, PaslCal, C++, C# แต่แตกต่างกันตรงที่ภาษาจาวาถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานได้บนระบบปฏิบัติการก็ได้ไม่ว่าจะเป็น DOS, Windows, Linux หรือ UNIX และในปัจจุบันยังสามารถใช้งานกับอุปกรณีไร้สายได้ด้วย Visual Basic 2010 จัดเป็นโปรแกรมภาษาที่สมบูรณ์ที่สุดภาษาหนึ่ง เพราะว่าตัวโปรแกรมประกอบด้วยเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่หลากหลาย Visual Basic 2010 เวอร์ชันล่าสุดจึงสามารถใช้งานได้ง่ายสะดวกสบายต่อการใช้งานมากกว่าเวอร์ชันก่อน ๆ
2) Microsoft SQL Server 2008 R2 คือการนำเอาวิสัยทัศน์เรื่อง Microsoft Data Platform มาแปลงเป็นโซลูชั่นที่ช่วยให้องค์กรบริหารข้อมูลทุกชนิดได้จากทุกที่และทุกเวลาโซลูชั่นนี้จะช่วยให้จัดเก็บข้อมูลจากเอกสารทั้งที่เป็นแบบมีโครงสร้าง กึ่งโครงสร้าง และไร้โครงสร้าง (อาทิเช่น ภาพและเพลง) เอาไว้ภายในดาตาเบสในที่เดียว SQL Server 2008 มีชุดเซอร์วิสแบบ built-in เป็นจำนวนมาก ที่ช่วยให้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากขึ้น อาทิเช่น การทำคิวรีระบบค้นหาข้อมูล การปรับความสอดคล้องของข้อมูล การทำรายงาน และการวิเคราะห์ เป็นต้น นอกจากนี้ SQL Server 2008 ยังมีระดับของความปลอดภัย (Security) ความไว้วางใจในการทำงาน (Reliability) และ มีโครงสร้างที่รองรับการทำงาน (Scalability) ของแอพพลิเคชั่นเชิงธุรกิจหลากหลายชนิด SQL Server 2008 และ SQL Server 2008 R2 จึงเหมาะสำหรับการวางแผนและจัดการและพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ประหยัด ทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย ประการสุดท้าย SQL Server 2008 และ SQL Server 2008 R2 ช่วยให้นำเอาข้อมูลไปใช้ในแอพพลิเคชั่นพิเศษที่พัฒนาขึ้นมาโดยใช้ Microsoft.NET และ Visual Studio รวมทั้งนำไปใช้ในโครงสร้างแบบ service-oriented architecture (SOA) และขั้นตอนการทำธุรกิจได้ผ่านทาง Microsoft BizTalk Server ได้อีกด้วย
3) Crystal Report คือเครื่องมือที่ใช้ในการออกรายงาน ซึ่งสามารถออกรายงานได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ออกแบบมาให้ง่ายต่อการใช้งาน และการติดต่อกับฐานข้อมูลก็สามารถทำได้หลากหลาย เช่น ซอฟต์แวร์ MS SQL Server ซอฟต์แวร์ Access ซอฟต์แวร์ Excel XML ADO.Net ตลอดจนสามารถนำข้อมูลจากฐานข้อมูล มาดูก็สามารถทำได้ ซึ่งให้ความสามารถที่หลากหลาย และการแสดงข้อมูล ก็สามารถแสดงได้หลากหลาย เช่น การแสดงข้อมูลผ่านตัวโปรแกรมเอง การแสดงข้อมูลผ่านโปรแกรมที่เป็น โปรแกรมประยุกต์ ต่างๆ ผลิตขึ้นมา หรือแม้กระทั่งดูบนเว็บ ซึ่งจากความสามารถที่หลากหลายดังกล่าวจึงเป็นที่นิยมใช้งานในเชิงพาณิชย์
 
 
 
 
 
 
2.4  การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในระบบ 
จากการวิเคราะห์และออกแบบระบบจัดการร้านขายเครื่องเขียน ทำให้ได้ทราบถึงปัญหาของระบบงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน จึงได้พัฒนาระบบงานโดยการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในด้านต่างๆ
      ซึ่งเดิมแล้วทางร้านมีการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเอกสารซึ่งทำให้ง่ายต่อการสูญหายและยอดขายไม่ตรงกับคลังสินค้า โดยผู้จัดทำจะนำระบบจัดการร้านขายเครื่องเขียนมาพัฒนาโดยนำเอาเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการจัดเก็บข้อมูล และช่วยให้การทำงานของทางร้านเป็นระบบมากยิ่งขึ้นโดยใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูลแทนการจัดเก็บข้อมูลด้วยการจดบันทึกด้วยมือ เพื่อช่วยลดจำนวนเอกสารภายในร้าน ลดปัญหาการสูญหายของข้อมูลและเพื่อความถูกต้องของข้อมูล
      นอกจากนี้ยังช่วยให้สามารถค้นหาและตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเละมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ยังสามารถทำรายการขายสินค้า พร้อมทั้งคำนวณค่าสินค้าได้อย่างถูกต้องซึ่งทำให้ทางร้านไม่สูญเสียรายได้จากการคำนวณค่าสินค้าผิดพลาด

ทฤษฎีและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

   ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์เข้ามีบทบาทสำคัญมากในการดำรงชีวิตในปัจจุบันซึ่งระบบคอมพิวเตอร์แต่ละด้านล้วนช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการบริหารงานได้เป็นอย่างดี จึงได้นำระบบคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้งานกับระบบร้านขายเครื่องเขียน โดยมีทฤษฎีและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้

2.3.1  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

1)  ระบบฐานข้อมูล

1.1)