ระบบบริหารจัดการข้อมูลครุภัณฑ์

ID: R719

3,500 บาท

เหมาะสำหรับ: ทุกระดับชั้น

แพลตฟอร์ม: ระบบงานด้วย Visual Studio


ขอบเขตของตัวระบบ

      1)  ระบบสามารถแสดงผลคุณสมบัติของอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ โดยผู้ใช้งานใส่จำนวนงบประมาณและกำหนดตัวเลือกรูปแบบที่ต้องการ

      2)  ระบบสามารถจัดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เข้ากันได้ในทางเทคนิค เช่น รุ่นซ็อกเก็ต ของซีพียู (CPU) ให้ตรงกับเมนบอร์ด (Main board) เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการเลือกซื้อ ในกรณีซื้อมาแล้วใช้งานไม่ได้

      3)  ระบบสามารถแนะนำคอมพิวเตอร์ต่อความเหมาะสมต่อผู้ใช้ โดยให้ผู้ใช้เลือกแบบคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ โดยจะมีรูปแบบคือ เน้นการใช้งานภายในสำนักงานหรืองานเอกสาร (Office- Work Station) เน้นการใช้งานทั่วไป (General Work) เน้นการทำงานด้านกราฟิก (Graphic) และแบบเฉพาะสำหรับเกม (Game)

      4)  ระบบสามารถเก็บข้อมูลการใช้งานสมาชิกได้

      5)  ระบบสามารถอัพเดตข้อมูลของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใหม่ ๆ แก่ผู้ใช้งานได้

   1.3.2  ขอบเขตของผู้ใช้

      1)  ผู้ใช้สามารถทราบข้อมูลที่เกี่ยวกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้โดยการระบุจำนวนเงิน

เข้าไปในระบบ โดยระบบจะมีส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) สำหรับใส่จำนวนเงินเพื่อทำการคำนวณและแสดงผลต่อผู้ใช้

      2)  ผู้ใช้สามารถเลือกประเภทคอมพิวเตอร์ได้ตามความต้องการ โดยระบบจะมีตัวเลือกประเภทของคอมพิวเตอร์ เน้นการใช้งานภายในสำนักงานหรืองานเอกสาร (Office Work Station) เน้นการใช้งานทั่วไป (General Work) เน้นการทำงานด้านกราฟิก (Graphic) และแบบเฉพาะสำหรับเกม (Game)

      3)  ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทุกชิ้นในระบบ ระบบจะมีฐานข้อมูลของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้ตรวจสอบ

      4)  ผู้ใช้สามารถสมัครเป็นสมาชิกของระบบได้ และจะได้รับสิทธิ์เฉพาะสำหรับสมาชิกในการใช้งานฟังก์ชันแก้ไขประวัติส่วนตัว และดูประวัติการใช้งานระบบทั้งหมด

     5)  ผู้ใช้งานทุกระดับรวมถึงผู้เยี่ยมชมสามารถดาวน์โหลดเอกสารรูปแบบ (.DOC) ได้ โดยข้อมูลภายในเอกสารจะสรุปรายละเอียดของผลลัพธ์ที่ผู้ใช้งานได้กำหนดความต้องการก่อนจะส่งค่าให้ระบบประมวลผล
ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

   ระบบกำหนดรายละเอียดสำหรับครุภัณฑ์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ได้ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

    2.1  อุปกรณ์ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์

   2.2  หลักเกณฑ์การกำหนดคุณลักษณะของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

   2.3  ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

   2.4  สรุปทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

2.1  อุปกรณ์ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ [1]

    อุปกรณ์ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ เป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีไว้เพื่อประกอบเข้าด้วยกันเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถจำแนกประเภทของอุปกรณ์ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ได้ ดังนี้

 

2.1.1  หน่วยประมวลผลกลางซ็อกเก็ตอินเทล (CPU Intel Socket) คือ คือหน่วยประมวลผลกลางที่ผลิตโดยบริษัทอินเทล (INTEL) ที่เปรียบได้กับสมองของคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผลและควบคุมระบบต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ให้ทุกหน่วยมีการทำงานที่สอดคล้องและสัมพันธ์กัน โดยที่หน่วยประมวลผลกลางชนิดนี้ต้องใช้ร่วมกับแผงวงจรหลักที่มี

ซ็อกเก็ตอินเทล (Intel Socket) เท่านั้น เนื่องจากส่วนเชื่อมต่อการใช้ของแผงวงจรหลักและหน่วยประมวลผลกลางถูกออกแบบมาให้ใช้ร่วมกันได้โดยเฉพาะ ซึ่งจะไม่สามารถใช้ร่วมกับซ็อกเก็ตแบบ อื่น ๆ ได้นอกจากซ็อกเก็ตอินเทล ซึ่งในหน่วยประมวลผลกลางนี้จะมีหน่วยประมวลผลย่อยที่สำคัญคือ หน่วยคำนวณตรรกะ ทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องคำนวณอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยทำงานเกี่ยวข้องกับ การคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร นอกจากนี้หน่วยคำนวณและตรรกะของคอมพิวเตอร์ ยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่เครื่องคำนวณธรรมดาไม่มี คือ ความสามารถในเชิงตรรกะศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเปรียบเทียบตามเงื่อนไข และกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้คำตอบออกมาว่าเงื่อนไข นั้นเป็น จริง หรือ เท็จ เช่น เปรียบเทียบมากว่า น้อยกว่า เท่ากัน ไม่เท่ากัน ของจำนวน 2 จำนวน เป็นต้น ซึ่งการเปรียบเทียบนี้มักจะใช้ในการเลือกทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์จะเลือกทำตามคำสั่งใดของโปรแกรมเป็นคำสั่งต่อไป

 

2.1.2  แผงวงจรหลักซ็อกเก็ตอินเทล (Mainboard Intel Socket) คือ แผงวงจรหลักที่มีหน้าที่เชื่อมต่อให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดทำงานร่วมกันได้โดยมีส่วนเชื่อมต่อการใช้งานสำหรับอุปกรณ์แต่ละชิ้นโดยจะมีอุปกรณ์เช่น หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำหลัก การ์ดแสดงผล หน่วยความจำสำรอง ออปติคอลไดรฟ์ และเชื่อมต่อกับตัวจ่ายไฟหลัก โดยแผงวงจรหลักซ็อกเก็ตอินเทลนี้ผลิตโดยผู้ผลิตหลากหลายบริษัท ซึ่งผู้ผลิตออกแบบให้แผงวงจรหลักสามารถนำมาใช้ได้กับหน่วยประมวลผลกลางที่มีซ็อกเก็ตอินเทล (Cpu Intel Socket) เท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ซ็อกเก็ตแบบอื่น ๆ เช่น ซ็อกเก็ตเอเอ็มดี (Amd Socket)

 

รูปที่ 2.3  หน่วยความจำหลัก (RAM : Random Access Memory)

 

2.1.3  หน่วยความจำหลัก (RAM : Random Access Memory) คือ หน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์ มีความสำคัญมากต่อประสิทธิภาพการทำงาน และความเร็วในการทำงานโดยรวมของคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่รับข้อมูลและชุดคำสั่งของโปรแกรมต่าง ๆ เพื่อส่งไปให้หน่วยประมวลผลหลัก ซึ่งเปรียบเสมือนสมองของคอมพิวเตอร์ให้ประมวลผลข้อมูลตามต้องการ ก่อนจะแสดงผลการประมวลที่ได้ออกมาทางหน้าจอแสดงผล หน่วยความจำชนิดนี้ อนุญาตให้เขียนและอ่านข้อมูลได้ในตำแหน่งต่าง ๆ อย่างอิสระ และรวดเร็ว โดยคำว่าเข้าถึงโดยสุ่มหมายความว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลแต่ละตำแหน่งได้รวดเร็วซึ่งต่างจากสื่อเก็บข้อมูลชนิดอื่น ๆ อย่างเทป (TAP) หรือดิสก์ (Disk) ที่มีข้อจำกัดของความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลและความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ที่ต้องทำตามลำดับก่อนหลังตามที่จัดเก็บไว้ในสื่อ หรือมีข้อจำกัดแบบรอม (ROM) ที่อนุญาตให้อ่านเพียงอย่างเดียว

 

2.1.4  การ์ดแสดงผล (VGA : Video Graphics Array) เป็นอุปกรณ์ที่มีความสลับซับซ้อนมากในปัจจุบัน ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลภายในแบบดิจิตอลเพื่อเปลี่ยนเป็นสัญญาณภาพส่งออกไปที่จอภาพ ส่วนประกอบหลักบนตัวการ์ดแสดงผลก็คือ หน่วยประมวลผลกราฟฟิก (Graphic Processing Unit) ที่มีไว้เพื่อประมวลผลการแสดงภาพทางหน้าจอแสดงผลที่แสดงออกมาในรูปแบบ 3 มิติ ในการแสดงผลรูปแบบ 3 มิตินี้ทำให้การประมวลผลของหน่วยประมวลผลกลางนั้นสูงขึ้นเป็นอย่างมาก จึงทำให้มีการคิดค้นหน่วยประมวลผลการกราฟฟิกขึ้นมาเพื่อ ช่วยในการประมวลภาพของหน่วยประมวลผลกลางที่ทำงานหนักเกินไป โดยการ์ดแสดงผลอาจจะอยู่ในรูปแบบของหน่วยประมวลผลกราฟฟิกที่ติดตั้งอยู่กับแผงวงจรหลักจะมีขนาดน้อยกว่าการ์ดแสดงผลที่ติดตั้งภายนอก แต่สามารถใช้งานในการประมวลผลได้เหมือนกันทั้งสองแบบ

 

รูปที่ 2.5  หน่วยความจำสำรองชนิดฮาร์ดดิสก์ (HDD : Hard Disk)

 

2.1.5  หน่วยความจำสำรองชนิดฮาร์ดดิสก์ (HDD : Hard Disk) เปรียบเสมือนคลังเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ของเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีความจุที่ค่อนข้างสูง ภายในฮาร์ดดิสก์มีแผ่นจานเหล็กกลมแบบที่ใช้บันทึกข้อมูลวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ และยึดติดกับมอเตอร์ที่มีความเร็วในการหมุนหลายพันรอบต่อนาทีโดยมีแขนหัวอ่านที่ยื่นออกมาเพื่ออ่านหรือเขียนข้อมูลบนแผ่นแม่เหล็ก ตรงปลายแขนจะมีหัวอ่านซึ่งใช้สำหรับการอ่านหรือเขียนข้อมูลลงบนจานแม่เหล็ก การอ่านหรือเขียนข้อมูลของฮาร์ดดิสก์จะใช้หลักการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กที่หัวอ่านของฮาร์ดดิสก์ ขนาดของจานที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop) จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.5 นิ้ว ส่วนถ้าเป็นฮาร์ดดิสก์ของโน้ตบุ๊ก (Notebook) จะมีขนาดประมาณ

 


2.1.6  ตัวจ่ายไฟหลัก (PWS : Power Supply) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แหล่งจ่ายไฟแบบควบคุมได้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ลำเลียงกระแสไฟฟ้าสู่อุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถใช้งานได้ และเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างมากต่ออุปกรณ์เกือบทุกตัวในระบบคอมพิวเตอร์ ตัวจ่ายไฟหลักของคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะการทำงาน คือทำหน้าที่แปลงกระแสไฟฟ้าจาก 220 โวลต์ เป็น 3.3 โวลต์ 5 โวลต์ และ 12 โวลต์ ตามแต่ความต้องการของอุปกรณ์นั้น ๆ โดยชนิดของตัวจ่ายไฟหลักในคอมพิวเตอร์จะแบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามการใช้งาน คือแบบเอที (AT) และแบบเอทีเอ็กซ์ (ATX) โดยระบบเอที เป็นแหล่งจ่ายไฟที่นิยมใช้กันในประมาณ พ.ศ. 2539โดยมีปุ่มเปิด - ปิด การทำงานเป็นการต่อตรงกับแหล่งจ่ายไฟ ทำให้เกิดปัญหากับอุปกรณ์บางตัว เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือซีพียู ที่ต้องอาศัยไฟฟ้าในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนระบบเอ-ทีเอ็กซ์ เป็นแหล่งจ่ายไฟที่นิยมใช้ในปัจจุบัน โดยมีการพัฒนาจากระบบเอที และมีการเปลี่ยนปุ่มปิด และเปิด ต่อตรงกับส่วนของแผงวงจรหลักเพื่อให้ยังคงมีกระแสไฟหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ก่อนที่จะปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้ลดอัตราเสียของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ลงได้เป็นอย่างมาก

2.1.7  เคสคอมพิวเตอร์ (Case) คือ อุปกรณ์ที่ห่อหุ้มเครื่องคอมพิวเตอร์ และบรรจุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไว้ภายใน เพื่อให้อุปกรณ์ทั้งหมดง่ายต่อการเคลื่อนย้าย และปกป้องการเสียหายของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งเคสคอมพิวเตอร์มีหลายรูปแบบ เช่น แบบนอนหรือ (Desktop) เคสแบบตั้งหรือทาวเวอร์ (Tower) ซึ่งเคสคอมพิวเตอร์แบบนี้ยังแยกย่อยไปอีก เช่น แบบมินิทาวเวอร์ (Mini Tower) มิเดี้ยวทาวเวอร์ (Medium Tower) ซึ่งจะแตกต่างกันจากขนาดของเคสคอมพิวเตอร์ ในแต่ละขนาดก็จะสามารถรองรับอุปกรณ์ได้ต่างขนาดกัน เช่นขนาดของแผงวงจรหลักที่ต้องสามารถติดตั้งไว้ในเคสคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม

 

รูปที่ 2.8  ออปติคอลไดรฟ์ (Optical Drive)

 

2.1.8  ออปติคอลไดรฟ์ (Optical Drive) คือ อุปกรณ์ที่ใช้อ่านหรือบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นซีดี (CD) หรือดีวีดี (DVD) ด้วยกระบวนการทำงานของแสงเลเซอร์ ซึ่งออปติคอลไดรฟ์ต้องใช้คู่กับแผ่นเก็บข้อมูลชนิดซีดีรอม (CD ROM) ดีวีดี (DVD ROM) หรือบลูเรย์ (Blu Ray) ในแต่ละชนิดจะมีความสามารถในการบรรจุข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น เช่น แผ่นบันทึกข้อมูลซีดีรอมโดยทั่วไปจะมีความจุข้อมูลประมาณ 650-700 เมกะไบต์ โดยข้อมูลทั้งหมดบนแผ่นจะถูกบันทึกเป็นร่องเดียวต่อกันในรูปแบบเป็นก้นหอยยาวตลอดทั้งแผ่น การอ่านข้อมูลบนแผ่นจะใช้ลำแสงเลเซอร์ตกกระทบ ความเร็วในการอ่านข้อมูลบนแผ่นซีดีของไดรฟ์ของซีดีรอมนั้น มีการกำหนดเป็นค่าของตัวเลข เมือเทียบกับความเร็วมาตรฐานที่ อัตรความเร็วคูณ 1 ของไดรฟ์ซีดีรอม ซึ่งให้อัตราการถ่ายโอนข้อมูลขนาด 150 กิโลไบต์ต่อวินาที ในส่วนของแผ่นบันทึกข้อมูลดีวีดีรอม ซึ่งมาตรฐานความเร็วอยู่ที่ อัตราความเร็วคูณ 16 และมีขนาดความจุเป็น 4.7 กิกะไบต์ และแผ่นบันทึกข้อมูลแบบบลูเรย์ยังไม่สามารถกำหนดความเร็วในการอ่านหรือเขียนข้อมูลได้เนื่องจากยังมีการพัฒนาต่อเรื่อย ๆ แต่ในปัจจุบันแผ่นบันทึกข้อมูลแบบบลูเรย์มีความจุอยู่ที่ 10 ถึง 100 กิกะไบต์

 

2.1.9  จอแสดงผล (Display) คือ อุปกรณ์ที่รับสัญญาณจากการ์ดแสดงผล (VGA) เพื่อแสดงให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทราบถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่กำลังกระทำ และส่วนหนึ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แสดงรูปภาพให้เห็นจากอุปกรณ์ที่สามารถส่งออกสัญญาณภาพวิดีโอ เช่น คอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ ซึ่งรูปภาพที่ปรากฏสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้และไม่คงอยู่อย่างถาวร จอภาพประกอบด้วยส่วนอุปกรณ์ที่แสดงผลให้เห็น และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในที่สร้างรูปภาพจากสัญญาณวิดีโอ อุปกรณ์ที่แสดงผลยุคใหม่จะเป็นจอภาพผลึกเหลวทรานซิสเตอร์แผ่นบาง (Thin film transistor liquid crystal display: TFT-LCD) และจอภาพยุคก่อนเป็นหลอดภาพรังสีแคโทด (cathode ray tube: CRT)

 

 

รูปที่ 2.10  หน่วยความจำสำรองชนิดโซลิดสเตทไดรฟ์ (SSD : Solid State Drive )

 

2.1.10  หน่วยความจำสำรองชนิดโซลิดสเตทไดรฟ์ (SSD : Solid State Drive ) คือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้ชิปวงจรรวมที่ประกอบรวมเป็นหน่วยความจำ เพื่อจัดเก็บข้อมูลแบบถาวรเหมือนหน่วยความจำสำรองแบบฮาร์ดดิสก์ (HDD) เทคโนโลยีของโซลิดสเตทไดรฟ์ถูกสร้างมาเพื่อทดแทนฮาร์ดดิสก์จึงทำให้มีส่วนเชื่อมต่อการใช้งานในการบันทึกข้อมูลหรืออ่านข้อมูลมีความคล้ายคลึงกับฮาร์ดดิสก์จึงสามารถใช้งานแทนกันได้ และเนื่องจากโซลิดสเตทไดรฟ์ถูกสร้างด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์จึงไม่มีชิ้นส่วนจักรกลใด ๆ ที่มีการเคลื่อนที่ ส่งผลให้ความเสียหายจากแรงกระแทก
น้อยกว่าฮาร์ดดิสก์

 

รูปที่ 2.11  หน่วยประมวลผลกลางซ็อกเก็ตเอเอ็มดี (Cpu Amd Socket)

 

2.1.11  หน่วยประมวลผลกลางซ็อกเก็ตเอเอ็มดี (Cpu Amd Socket) คือหน่วยประมวลผลกลางที่ผลิตโดยบริษัทเอเอ็มดี (AMD) ที่เปรียบได้กับสมองของคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประมวลผลและควบคุมระบบต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ให้ทุกหน่วยมีการทำงานที่สอดคล้องและสัมพันธ์กัน โดยหน่วยประมวลผลกลางชนิดนี้ต้องใช้ร่วมกับแผงวงจรหลักที่มี

ซ็อกเก็ตในตระกูลเอเอ็มดี (Amd Socket) เท่านั้น เนื่องจากส่วนเชื่อมต่อการใช้ของแผงวงจรหลักและหน่วยประมวลผลกลางถูกออกแบบมาให้ใช้ร่วมกันได้โดยเฉพาะ ซึ่งจะไม่สามารถใช้ร่วมกับซ็อก-เก็ตแบบอื่น ๆ ได้นอกจากซ็อกเก็ตเอเอ็มดี ซึ่งในหน่วยประมวลผลกลางนี้จะมีหน่วยประมวลผลย่อยที่สำคัญคือ หน่วยคำนวณตรรกะ ทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องคำนวณอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยทำงานเกี่ยวข้องกับ การคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร นอกจากนี้หน่วยคำนวณและตรรกะของคอมพิวเตอร์ ยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่เครื่องคำนวณธรรมดาไม่มี คือ ความสามารถในเชิงตรรกะศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเปรียบเทียบตามเงื่อนไข และกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้คำตอบออกมาว่าเงื่อนไข นั้นเป็น จริง หรือ เท็จ เช่น เปรียบเทียบมากว่า น้อยกว่า เท่ากัน ไม่เท่ากัน ของจำนวน 2 จำนวน เป็นต้น ซึ่งการเปรียบเทียบนี้มักจะใช้ในการเลือกทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์จะเลือกทำตามคำสั่งใดของโปรแกรมเป็นคำสั่งต่อไป

 

รูปที่ 2.12 แผงวงจรหลักซ็อกเก็ตเอเอ็มดี (Mainboard Amd Socket)

 

   2.1.12  แผงวงจรหลักซ็อกเก็ตเอเอ็มดี (Mainboard Amd Socket) คือ แผงวงจรหลักที่มีหน้าที่เชื่อมต่อให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดทำงานร่วมกันได้โดยมีส่วนเชื่อมต่อการใช้งานสำหรับอุปกรณ์แต่ละชิ้นโดยจะมีอุปกรณ์เช่น หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำหลัก การ์ดแสดงผล หน่วยความจำสำรอง ออปติคอลไดรฟ์ และเชื่อมต่อกับตัวจ่ายไฟหลัก โดยแผงวงจรหลักซ็อกเก็ตอิเอเอ็มดีนี้ผลิตโดยหลากหลายบริษัท ซึ่งผู้ผลิตออกแบบให้แผงวงจรหลักสามารถนำมาใช้ได้กับหน่วยประมวลผลกลางที่มีซ็อกเก็ตเอเอ็มดี (Cpu Amd Socket) เท่านั้น ซึ่งทำให้แผงวงจรหลักที่มีหน้าที่เชื่อมต่อให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดทำงานร่วมสามารถทำงานกันได้ และข้อดีของอุปกรณ์ที่ใช้ซ็อกเก็ตที่เป็นแบบเอเอ็มดีคือ จะมีราคาถูกกว่าอุปกรณ์แบบซ็อกเก็ตอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ซ็อกเก็ตอินเทลจะมีราคาแพงกว่าเอเอ็มดีในท้องตลาดปัจจุบัน