ระบบบริหารงานร้านทุกอย่าง20บาท

ID: R723

3,200 บาท

เหมาะสำหรับ: ป.ตรี

แพลตฟอร์ม: ระบบงานด้วย Visual Studio


พัฒนาระบบด้วยภาษา php ใช้ฐานข้อมูล mysql

ตัวอย่างข้อมูลที่เกี่ยวข้องดังนี้

 
 
บทที2
 
แนวคิด ทฤษฏี และงานวิจัยที เกี่ยวข้อง
 
 
การศึกษาครั งนี ศึกษาได้ค้นคว้าศึกษาเอกสารแหล่งความรู้ทางอินเตอร์เน็ตและแนวคิดทฤษฏี ของการออกแบบเว็บไซต์ เพื อเป็ นพื นฐานและแนวคิดในการดําเนินการวิจัยโดยเสนอสาระสําคัญแ งานวิจัยที เกี ยวข้องในบทนี จะกล่าวถึงแนวคิด โดยผู้ศึกษาได้ทําการศึกษาและทบทวนทฤษ เกี ยวข้อง ดังนี
 
 
 
แนวคิด ทฤษฏีความรู้ ที เกี ยวข้องกับโครงการ
 
2.1 การออกแบบระบบฐานข้อมูล
 
2.2 วงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC)
 
2.3 ความรู้เกี ยวกับโปรแกรมที ใช้พัฒนาระบบ
 
2.4 หลักการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง
 
2.5 พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)
 
2.1 การออกแบบระบบฐานข้อมูล
 
ฐานข้อมูลเป็ นการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็ นระบบทําให้ผู้ใช้สามารถใช้ข้อมูลที เกี ระบบงานต่างๆร่วมกันได้โดยทีจะไม่เกิดความซําซ้อนของข้อมูลและยังสามารถหลีกเลียงความขัดแย้ง ของข้อมูลด้วยอีกทังข้อมูลในระบบก็จะถูกต้องเชือถือได้และเป็ นมาตรฐานเดียวกันโดยจะมีการกําหนด ระบบความปลอดภัยของข้อมูลขึน(Y.Jarowan, 2554)
 
ฐานข้อมูล หมายถึงุดของข้อมูลทีชมความสัมพันธ์กันทีถูกนํามาจัดเก็บไว้ด้วยกัน อให้เพื สามารถใช้ข้อมูลเห ่านัร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธภิาพตัวอย่างของฐานข้อมูลอย่างง่าย ๆ
 
7
 
 
 
 
และเกียวข้องกับชีวิตประจําวัน ได้แกุ่ดโทรศัพท์สม งเป็ซึ นการจัดเก็บรวบรวมรายชือและ เบอร์โทรศัพท์ของผูต้ทีเราองการติดต่อด้วย การจัดเก็บข้อมูลจะมีประสิทธภิาพได้ก็ต่อมีวิเมืธการ
 
จัดเก็บข้อมูลทีดีกล่าวคือธีการจัดเก็บและค้นคือข้อมูลต้องเป็วิ นไปอย่างมีประสิทธภิาพและรวดเร็ว โดยทัวไปเมือข้อมูลมีขนาดใหญ่ขึนการสร้างฐานข้อมูลมักจะกระทําโดยใช้เครืองคอมพิวเตอร์เข้ามา ช่วย เพือให้สามารถจัดเก็บและใช้ข้อมูลเหล่านีร่วมกั ตลอดจนสามารถค้นคืนได้อย่างรวดเร็ว(รศ.
 
ดรวิเชียรปรมชัยสวัสดิเ,2546)
 
ฐานข้อมูล(Database) คือ แหล่งทีใช้สําหรับจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ในรูปแบบลักษณะของตารางที มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็ นระเบียบสามารถนํามาใช้งานได้ง่ายสําหรับข้อมูลก็คือทุกสิงทุกอย่างทีอยู่ รอบตัว ซึงความจริงทุกคนเกียวข้องกับข้อมูลตังแต่ยังไม่เกิด(ธันยพัฒน์ วงค์รัตน์,2554)
 
ระบบฐานข้อมูล a(Dtabase System) หมายถึงโครงสร้างสารสนเทศทีประกอบด้วยรายละเอียด ของข้อมูลทีเกียวข้องกันทีจะนํามาใช้ในระบบต่างๆร่วมกัน ระบบฐานข้อมูล จึงนับว่าเป็ นการจัดเก็บ
ข้อมูลอย่างเป็ นระบบงผู้ใช้สามารถจัดการกับข้อมูลได้ในลักษณะต่างซึงการเพิมๆ การแก้ไขทั การ
 
ลบ ตลอดจนการเรียกดูข้อมูลงส่วนใหญ่จะเป็ซึ นการประยุกต์นําเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยใน การจัดการฐานข้อมูลโดยทีองค์ประกอบทีสําคัญของระบบฐานข้อมูล คือ ฐานข้อมูล ระบบการจัดการ
 
ฐานข้อมูล และบคลากรุ โดยบุคลากรทีมีความสําคัญต่อการจัดการฐานข้อมูล คือ ผู้บริหารฐานข้อม (http://www.chandra.ac.th , 2554)
 
2.1.1 แนวคิดเกี ยวกับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์
 
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธเป็์การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของตารางมีลักษณะเป็ที นสองมิติ คือ
 
แถว (Row) และคอลัมน์ (Column) ซึงในการเชือมโยงกันระหว่างข้อมูลในตารางตารางหรือมากกว่าจะ
 
เชือมโยงโดยใช้แอททริบิวต์ทีมีอยู่ในตารางทีต้องการเชือมโยงข้อมูลกันโดยทีแอททริบิวต์จะแสดง
คุณสมบัติของรี เลชันต่างๆ ซึงรีเลชันต่าง ๆ ได้ผ่านกระบวนการทํารีนให้เป็เลชั นบรรทัดฐาน
 
(Normalized) ในระหว่าง การออกแบบเพือละความซําซ้อนเพือให้การจัดการฐานข้อมูลเป็ นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพโดยโครงสร้างการเก็บข้อมูลทีสําคัญของฐานข้อมูลเชิงสัมพัทธ์ได้แก่(www.widebase.net
 
,2545)
 
แบบจําลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เป็นแบบจําลองทีมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ระบบจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ช่วยใช้ผู้ใช้งานหรือผู้ออกแบบระบบฐานข้อมูลสามารถให้ควา
 
8
 
 
 
 
สนใจเฉพาะข้อมูลในระดับตรรกะเท่านันก็เป็ นการเพียงพอ ส่วนรายละเอียดในระดับกายภาพในเรือง การจัดเก็บข้อมูล เส้นทางการเข้าถึงข้อมูล และโครงสร้างข้อมูล จะมีระบบจัดการฐานข้อมูลค ผู้ดูแลและจัดการในเรืองเหล่านีทังหมด(รศ. ดร วิเชียรเปรมชัยสวัสดิ,2546)
 
2.1.1.1 รีเลชั น
 
แบบจําลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์จะมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบของตารางแบบสองมิติ สามารถ เรียกได้ว่า รีเลชันแต่ละรีเลชันจะประกอบไปด้วยแถวในแนวนอนเรียกว่า ทูเพิล และคอลัมน์ในแนวตัง จะเรียกว่า แอตทริบิวต์ ค่าและขอบเขตของข้อมูลทีเป็นไปได้ของแต่ละแอททริบิวต์าโดเรียกว่มนโดย แต่ละรีเลชันจะมีคุณสมบัติดังนี
 
 
 
- ช่องแต่ละช่องของตารางเก็บข้อมูลได้ค่าเดียว
 
- ข้อมูลทีอยู่ในคอลัมน์เดียวกันจะต้องมีชนิดข้อมูลเป็ นแบบเดียวกัน เช่นคอลัมน์รหั จะต้องมีข้อมูลเป็ นตัวเลขทีเป็นรหัสคนงานเท่านัน
 
- แต่ละคอลัมน์จะต้องมีชือคอลัมน์ทีแตกต่างกัน และการเรียงลําดับของคอลัมน์ก่อนหลังไม่ สําคัญ
 
 
- ข้อมูลในแต่ละแถวของตารางจะต้องแตกต่างกันและการเรียงลําดับไม่ถือว่าสําคัญ
 
2.1.1.2 คีย์ จะประกอบไปด้วยคีย์ 2 ประเภท ได้แก่
 
คีย์หลักซึงเป็Aนttributeทีมีคุณสมบัติเป็ นเอกลักษณ์และค่าทีไม่ซํีากันโดยคุณสมบัตนัจะ
 
สามารถระบุได้ว่าข้อมูลนันเป็นของTuple ใดโดยจะมีอยู่2ประเภทคือ1 .1 คีย์ผสมเป็ นการนําฟิลด์
ตังแต่ฟิ ลด์มารวมกันและ1.2 คีย์คู่แข่งในแต่ละRelation จะมีAttribute ทีําหน้าทีเป็นคีย์หลักได้
 
มากกว่า1 Attribute
 
คีย์นอก เป็ นคีย์ทีประกอบไปด้วยกล่มของุAttributeใน Relation หนึงซึงมีคุณสมบัติเป็ นคีย์หลักไป ปรากฏในอีกRelationหนึงเพือให้ได้การเชือมโยงซึงกันและกัน โดยจะเรียกKey ทีถูกเลือกมาใช้เป็ น คีย์หลักในตารางว่า“Primary Key”และเรียกคีย์ทีไม่ถูกเลือกว่า“Alternate Key”
 
9
 
 
 
 
2.1.1.3 ความสัมพันธ์ คือสามารถแบ่งออกเป็ น 3 แบบได้แก่
 
แบบ One-to-One เป็นความสัมพันธ์ของข้อมูลใน1เรคอร์ดกับอีก1เรคอร์ด เช่น นักศึกษาคน หนึงเทานันทีจะมีโอกาสเป็ นนายกองค์การนักศึกษา
 
เป็ นนาย
นักศึก องค์การนักศึ
 
11
 
 
 
 
รูปที2.1 แสดงความสัมพันธ์แบบOne-to-One
 
แบบ One-to-Many คือความสัมพันธ์ใน1 เรคอร์ดทีมค่าตรงกับข้อมูลในเรคอร์ดอืนๆ
นักศึก ลงทะเบีย
รายวิช
 
 
1 M
 
รูปที2.2 แสดงความสัมพันธ์แบบOne-to-Many
 
แบบ Many-to-Many เป็ นความสัมพันธ์ของเรคอร์ดใดในตารางหนึงมีความสัมพันธ์ทีตรงกับ ข้อมูลหลายๆเรคอร์ดในตารางอืนๆ
สอนโดย
รายวิช อาจารย
MN
 
 
 
 
รูปที2.3 แสดงความสัมพันธ์แบบMany-to-Many
 
10
 
 
 
 
2.1.1.4 ER Diagram
 
การออกแบบฐานข้อมูลด้วยR EM-odel เป็ นเพียงวิธีหนึงทีช่วยในการออกแบบฐานข้อมูล และได้รับความนิยมอย่างมากงวิธซึีการนีอยู่ในระดับConceptual Level และมีหลักการคล้ายกับ Relational Model เพียงแต่ RE - model แสดงในรูปแบบกราฟิ ก บางระบบจะใช้ RE- model ได้ เหมาะสมกว่า แต่บางระบบจะใช้Relational Model ได้เหมาะสมกว่าเป็ นต้นงแล้วแต่การพิจารณาซึ ของผู้ออกแบบว่าจะเลือกใช้แบบใด(เยาวลักษณ์ งามแสนโรจน์,2555)
 
แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลR (EDi-agram)  หมายถึง แผนภาพทีใช้เป็ น
 
เครืองมือสําหรับจําลองข้อมูลงจะประกอบไปด้วยซึEntity แทนกล่มข้อมูลทีุเป็นเรืองเดียวกันและ ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลRela(tionship) ทีเกิดขึนทังหมดในระบบ และจะแสดงชนิดของ ความสัมพันธ์ว่าเป็ นชนิดงต่อหนึหนึง(One to One) หนึงต่อหลายสิง(One to Many) หรือ หลายสิงต่อ หลายสิง (Many to Many)
 
Chen Model Crow’s Foot Model ความหมาย
 
 
ใช้แสดง Entity
 
 
 
 
 
Relationship Line เส้นเชือม
 
 
ความสัมพันธ์ระหว่างEntity
- Relationship ใช้แสดงความสัมพันธ์
 
ระหว่าง Entity สําหรับ wCro’s
Foot Model ใช้ตัวอักษรเขียนแสดง
ความสัมพันธ์
 
 
 
 
ตารางที2.1 แสดงสัญลักษณ์และความหมายของR DiEagram
 
11
 
 
 
 
Chen ModelCrow’s Foot Modelความหมาย
 
Attribute ใช้แสดAttribute
Entity Name
ของ Entity
Attribute 1
Attribute 2
 
 
ใช้แสดงคีย์หลัก(Identifier)
Entity Name
 
Identifier
Identifier
Attribute 1
 
 
Associative Entity
Entity
 
name
 
 
 
 
Weak Entity
 
 
 
 
 
 
 
ตารางที2.2 แสดงสัญลักษณ์และความหมายของR DiEagram (ต่อ)
 
2.1.2 ข้อดีของระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพัทธ์
 
ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เป็นฐานข้อมูลทีมีรูปแบบง่ายสําหรับผู้ใช้ทัวไปโดยเฉพาะผู้ใช้ซึงไม่ใช่ นักวิเคราะห์และออกแบบโปรแกรม โปรแกรมเมอร์หรือผู้จัดการฐานข้อมูล เป็ผู้ใช้ทันต้นวไปข้อดีที รู้สึกว่าฐานข้อมูลชนิดนีเข้าใจง่าย มีดังนี
 
12
 
 
 
 
- ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์เป็นกล่มของรีเลชัุนหรือตารางทีข้อมูลถูกจัดเก็บเป็ นแถวและ คอลัมน์ซึงทําให้ผู้ใช้เห็นภาพของข้อมูลได้ง่าย
- ผู้ใช้ไม่จําเป็ นต้องรู้ว่าข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างไรธีการเข้าถึงข้อมูลรวมถึงวิ(Access Approach)
 
- ภาษาทีใช้ในการเรียกดูข้อมูล เป็ นลักษณะคล้ายภาษาอังกฤษและไม่จําเป็ นต้องเขียน เป็ นลําดับขันตอน
 
- การเรียกใช้หรือมโยงข้อมูลทําได้ง่ายโดยใช้โอเปอร์เรเตอร์เชื ทางคณิตศาสตร์ เช่น SELECT ไม่จําเป็ นต้องมีตัวชี(Pointer)ซึงย่งยากุ
 
2.2 วงจรการพัฒนาระบบ(System Developmont Life Cycle : SDLC)
 
ระบบสารสนเทศทังหลายมีวงจรชีวิตทีเหมือนกันตังแต่เกิดจนตายวงจรนีจะเป็น ขันตอนทีเป็น ลําดับตังแ่ต้นจนเสร็จเรียบร้อย เป็ นระบบทีใช้งานได้งนักวิเคราะห์ระบบต้องทําความเข้าใจให้ดีว่าซึ ในแต่ละขันตอนจะต้องทําอะไร และทําอย่างไร(http://www.oknation.net/blog/wish2782,2554)
 
SDLC คือโครงสร้างการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยการพัฒนาจะมีโมเดลเป็นตัวกํากับเพียงแต่เป็ น ตัวทีําให้เห็นรูปทีชัดขึนเท่านัว่ารูปแบบการทํางานของการพัฒนาส่วนนีเป็นอย่างไรซึงส่วนมากจะ
 
เป็ นทฤษฏีทีเราจะต้องเอาไป ประยกต์เอาเองนะุ และการพัฒนาซอฟต์แวร์ไม่จําเป็จะยึดหลักของนที
 
โมเด ลตัวใ ด ตัว หนึงอา จ จะเป็ นก าร ร วมกันข อ งหล าย หลักก า ร หรื อ โมเด ล เข้าด้ว ยกัน (http://softwaremfu.multiply.com/journal/item/14, 2555)
 
ขั นตอนการพัฒนาระบบ
 
1.เข้าใจปัญหา (Problem Recognition)
 
ระบบสารสนเทศจะเกิดขึนได้ก็ต่อผู้บริหารหรือผู้ใช้ตระหนักว่าต้องการระบบสารสนเทศเมื หรือระบบจัดการเดิมได้แก่ระบบเอกสารในตู้เอกสารไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอทีตอบสนองความ ต้องการในปัจจุบัน
 
13
 
 
 
 
ปัจจุบันผู้บริหารตืนตัวกันมากทีจะให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศมาใช้ในหานขอ่วยงตน ในงานธุรกิจอุตสาหกรรมหรือใช้ในการผลิตตัวอย่างเช่นบริษัทของเราจํากัดติดต่อซือสินค้าจากผู้ขาย หลายบริษัทซึงบริษัทของเราจะมีระบบMIS ทีเก็บข้อมูลเยวกีับหนีสินทีบริษัทขอเราติดค้างผู้ขายอยู่ แต่ระบบเก็บข้อมูลผู้ขายได้เพี1,000รายงเท่านัแต่ปัจจุบันผู้ขายมีระบบเก็บข้อมูลถึง900รายและ อนาคตอันใกล้นีจะเกิน1,000 รายดังนัฝ่ ายบริหารจึงเรียกนักวิเคราะห์ระบบเข้ามาศึกษาแก้ไข ระบบงาน
 
 
 
ปัญหาทีสําคัญของระบบสารสนเทศในปัจจุบนคือระบบเขียนมานานแล้วส่วนใหญ่เขียนมา เพือติดตามเรืองการเงินไม่ได้มีจุดประสงค์เพือให้ข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจแต่ปัจจุบันฝ่ายบริหาร ต้องการดูสถิติการขายเพือใช้ในการคาดคะเนในอนาคตหรือความต้องการอืนๆเช่นสินค้าทีมียอดขาย สูงหรือสินค้าทีลูกค้าต้องการสูงหรือการแยกประเภทสินค้าต่างๆทีําได้ไม่ง่ายนัก
 
การทีจะแก้ไขระบบเดิมทีมอยู่แล้วไม่ใช่เรืองทีง่ายนักหรือแม้แต่การสร้างระบบใหม่ดังนันควร จะมีการศึกษาเสียก่อนว่าความต้องการของเราเพียงพอทีเป็นไปได้หรือไม่ได้แก่"การศึกษาความเป็ นไป ได้" (Feasibility Study)
 
สรุปขันตอนที1: เข้าใจปัญหา
 
หน้าที:ตระหนักว่ามีปัญหาในระบบ
 
ผลลัพธ ์: อนุมัติการศึกษาความเป็ นไปได้
 
เครืองมือ: ไม่มี
 
บคลากรและหน้าทีุความรับผิดชอบ:ผู้ใช้หรือผู้บริหารชีแจงปัญหาต่อนักวิเคราะห์ระบบ
 
14
 
 
 
 
2. ศึกษาความเป็ นไปได้ (Feasibility uStdy)
 
จุดประสงค์ของการศึกษาความเป็ นไปได้ก็คือการกําหนดว่าปัญหาคืออะไรและตัดสินใจว่ากา พัฒนาสร้างระบบสารสนเทศหรือการแก้ไขระบบสารสนเทศเดิมมีความเป็ นไปได้หรือไม่โดยเสี ย ค่าใช้จ่ายและเวลาน้อยทีสุดและได้ผลเป็ นทีน่าพอใจ
 
ปัญหาต่อไปคือนักวิเคราะห์ระบบจะต้องกําหนดให้ได้ว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมีความ
 
เป็ นไปได้ทางเทคนิคและบคลากรปัญหาทางเทคนิคก็จะเกีุยวข้องกับเรืองคอมพิวเตอร์และเครืองมือ เก่าๆถ้ามีรวมทังเครืองคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ด้วยตัวอย่างคือคอมพิวเตใช้อยู่ในบริษัทเพียงพอร์ที หรือไม่คอมพิวเตอร์อาจจะมอทีของเนืฮาร์ดดิสก์ไม่เพียงพอรวมทังซอฟต์แวร์ว่าอาจจะต้องซือใหม่หรือ พัฒนาขึนใหม่เป็ นต้นความเป็ นไปได้ทางดุ้คลากรคือบริษัทมีบนบุคคลทีเหมาะสมทีจะพัฒนาและ ติดตังระบบเพียงพอหรือไม่ถ้าไม่มีจะหาได้หรือไม่จากทีใดเป็นต้นนอกจากนควรจะให้ความสนใจว่าั ผู้ใช้ระบบมีความคิดเห็นอย่างไรกับการเปลียนแปลงรวมทังความเห็นของผู้บริหารด้วย
 
สุดท้ายนักวิเคราะห์ระบบต้องวิเคราะห์ได้ว่าความเป็นไปได้เรืองค่าใช้จ่ายรวมทังเวลาทีใช้ใน การพัฒนาระบบและทีสําคัญคือผลประโยชน์ทีจะได้รับเรืองเวลาเป็ นสิงําคัญเช่นการเปลียนแปลง ระบบเพือรองรับผู้ขายให้ได้มากกว่า1,000 บริษัทนควรใช้เวลาไม่เกินั1ปี ตังแต่เริมต้นจนใช้งานได้ ค่าใช้จ่ายเริมตังแต่พัฒนาจนถึงใช้งานได้จริงได้แก่เงินเดืออนเครืองมืุปกรณ์ต่างๆเป็ นต้นพูดถึงเรือง ผลประโยชน์ทีได้รับอาจมองเห็นได้ไม่ง่ายนักแต่นักวิเคราะห์ระบบควรมองและตีออกมาในรูปเงินให้ ได้เช่นเมือนําระบบใหม่เข้ามาใช้อาจจะทําให้ค่าใช้จ่ายบุคลากรลดลงหรือกําไรเพิมมากขึนเช่นทําให้ ยอดขายเพิมมากขึนเนืองจากผู้บริหารมีข้อมูลพร้อมทีจะช่วยในการตัดสินใจทีดีขึน
 
สรุปขันตอนที2 : การศึกษาความเป็ นไปได้ (Feasibility uStdy)
 
หน้าที:กําหนดปัญหาและศึกษาว่าเป็นไปได้หรือไม่ทีจะเปลียนแปลงระบบ
 
ผลลัพธ ์: รายงานความเป็ นไปได้
 
เครืองมือ: เก็บรวบรวมข้อมูลของระบบและคาดคะเนความต้องการของระบบ
 
15
 
 
 
 
บคลากรและหน้าทีุความรับผิดชอบ:ผู้ใช้จะมีบทบาทสําคัญในการศึกษา
 
นักวิเคราะห์ระบบจะเก็บรวบรวมข้อมูลทังหมดทีจําเป็ นทังหมดเกียวกับปัญหาค ดคะเนความต้องการ ของระบบและแนวทางการแก้ปัญหาและกําหนดความต้องการทีแน่ชัดซึงจะใช้สําหรับขันตอนการ วิเคราะห์ต่อไป
 
ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะดําเนินโครงการต่อไปหรือไม่
 
3.การวิเคราะห์A nalysis)(
 
เริมเข้าสู่การวิเคราะห์ระบบการวิเคราะห์ระบบเริมตังแต่การศึกษาระบบการทํางานของธุรกิจ
นันในกรณีทีระบบเราศึกษานัเป็ นระบบสารสนเทศอยู่แล้วจะต้องศึกษาว่าทํางานอย่างไรเพราะเป็ น
 
การยากทีจะออกแบบระบบใหม่โดยทีไม่ทราบว่าระบบเดิมทํางานอย่างไรหรือธุรกิจดําเนินการอย่างไร
หลังจากนักําหนดความต้องการของระบบใหม่ซึงนักวิเคราะห์ระบบจะต้องใช้เทคนิคในการเก็บ
 
ข้อมูลFa(ct-Gathering Techniques) ดังรูปได้แก่ศึกษาเอกสารทีมีอยู่ตรวจสอบวิธีการทํางานในปัจจบันุ
สัมภาษณ์ผู้ใช้และผู้จัดการทีมีส่วนเกียวข้องกับระบบเอกสารทีมอยู่ได้แมือก่คู่ารใช้งานแผนผังใช้งาน
 
ขององค์กรรายงานต่างๆทีหมนเวียนในระบบการศึกษาวิุธีการทํางานในปัจจุบนจะทําให้นักวิเคราะห์
 
ระบบรู้ว่าระบบจริงทํางานอย่างไรซึๆงบางครังค้นพบข้อผิดพลาดได้ตัวอย่างเช่นเมือบริษัทได้รับใบ เรียกเก็บเงินจะมีขันตอนอย่างไรในการจ่ายเงินตอนทีขัเสมียนป้ อนใบเรียกเก็บเงินอย่างไรเฝ้าสังเกต การทํางานของผู้เกียวข้องเพือให้เข้าใจและเห็นจริงๆว่าขันตอนการทํางานเป็ นอย่างไรซึงจะทําให้ นักวิเคราะห์ระบบค้นพบจุดสําคัญของระบบว่าอยู่ทีใด
 
การสัมภาษณ์เป็นศิลปะอย่างหงทีนักวิเคราะห์ระบบควรจะต้องมีเพืึอเข้ากับผู้ใช้ได้ง่ายและ สามารถดึงสิงทีต้องการจากผู้ใช้ได้เพราะว่าความต้องการของระบบคือสิงสําคัญทีจะใช้ในการออกแบบ ต่อไปถ้าเราสามารถกําหนดความต้องการได้ถูกต้องการพัฒนาระบบในขันตอนต่อไปก็จะง่ายขึนเมือ เก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจะนํามาเขียนรวมเป็ นรายงานการทํางานของระบบซึงควรแสดงหรือเขียน ออกมาเป็นรูปแทนทีจะร่ายยาวออกมาเป็ นตัวหนังสือการแสดงแผนภาพจะทําให้เราเข้าใจได้ดีและง่าย ขึนหลังจากนันักวิเคราะห์ระบบอาจจะนําข้อมูลทีรวบรวมได้นํามาเขียนเป็"แบบทดลองน" (Prototype) หรือตัวต้นแบบแบบทดลองจะเขียนขึนด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆและทีช่วยให้ง่ายขึน
 
16
 
 
 
 
ได้แก่ภาษายุคที4 (Fourth Generation Language) เป็ นการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึนมาเพือใช้งาน ตามทีเราต้องการได้ดังนันแบบทดลองจึงช่วยลดข้อผิดพลาดทีอาจจะเกิดขึนได้
 
เมือจบขันตอนการวิเคราะห์แล้วนักวิเคราะห์ระบบจะต้องเขียนรายงานสรุปออกมาเป็ นข้อมูล เฉพาะของปัญหา P(roblem Specification) ซึงมีรายละเอียดดังนี
 
รายละเอียดของระบบเดิมซึงควรจะเขียนมาเป็ นรูปภาพแสดงการทํางานของระบบพร้อมคํา บรรยายกําหนดความต้องการของระบบใหม่รวมทังรูปภาพแสดงการทํางานพร้อมคําบรรยายข้อมูลและ ไฟล์ทีจําเป็ นคําอธิบายวิธีการทํางานและสิงทีจะต้องแก้ไขรายงานข้อมูลเฉพาะของปัญหาของระบบ ขนาดกลางควรจะมีขนาดไม่เกิน100 -200 หน้ากระดาษ
 
สรุปขันตอนที3 : การวิเคราะห์Analysis)(
 
หน้าที:กําหนดความต้องการของระบบใหม่(ระบบใหม่ทังหมดหรือแก้ไขระบบเดิม)
 
ผลลัพธ ์: รายงานข้อมูลเฉพาะของปัญหา
 
เครืองมือ : เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูล,Data Dictionary, Data Flow Diagram, Process Specification, Data Model, System Model, Prototype, system Flowcharts
 
บคลากรและหน้าทีุรับผิดชอบ:ผู้ใช้จะต้องให้ความร่วมมือเป็ นอย่างดี
 
วิเคราะห์ระบบศึกษาเอกสารทีมอยู่และศึกษาระบบเดิมเพือให้เข้าใจถึงขันตอนการทํางานและทราบว่า จุดสําคัญของระบบอยู่ทีไหน
 
นักวิเคราะห์ระบบเตรียมรายงานความต้องการของระบบใหม่และ นักวิเคราะห์ระบบเขียน แผนภาพการทํางาน (Diagram) ของระบบใหม่โดยไม่ต้องบอกว่าหน้าทีใหม่
 
ในระบบจะพัฒนาขึนมาได้อย่างไร
 
นักวิเคราะห์ระบบเขียนสรุปรายงานข้อมูลเฉพาะของปัญหาถ้าเป็ นไปได้นักวิเคราะห์ระบบ อาจจะเตรียมแบบทดลองด้วย
 
17
 
 
 
 
4 .การออกแบบ (Design)
 
ในระยะแรกของการออกแบบนักวิเคราะห์ระบบจะนําการตัดสินใจของฝ่ายบริหารทีได้จาก ขันตอนการวิเคราะห์การเลือกซือคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ด้วย(ถ้ามีหรือเป็ นไปได้) หลังจากนันักวิเคราะห์ระบบจะนําแผนภาพต่างๆทีเขียนขึนในขันตอนการวิเคราะห์มาแปลงเป็ น แผนภาพลําดับขัน(แบบต้นไม้) ดังรูปข้างล่างเพือให้มองเห็นภาพลักษณ์ทีแน่นอนของโปรแกรมว่ามี ความสัมพันธ์กันอย่างไรและโปรแกรมอะไรบ้างทีจะต้องเขียนในระบบหลังจากนันก็เริมตัดสินใจว่า ควรจะจัดโครงสร้างจากโปรแกรมอย่างไรการเชือมระหว่างโปรแกรมควรจะทําอย่างไรในตอนการขั วิเคราะห์นักวิเคราะห์ระบบต้องหาว่า"จะต้องทําอะไรW(hat)" แต่ในขันตอนการออกแบบต้องรู้ว่า" จะต้องทําอย่างไร(How)"
 
ในการออกแบบโปรแกรมต้องคํานึงถึงความปลอดภัย(Security) ของระบบด้วยเพือป้ องกัน
 
การผิดพลาดทีอาจจะเกิดขึนเช่น"รหัส"  สําหรับผู้ใช้ทีมีสิทธสํารองไฟล์ข้อมูลทังหมดเป็ นต้น
 
นักวิเคราะห์ระบบจะต้องออกแบบฟอร์มสําหรับข้อมูลขาเข้า(InputFormat) ออกแบบรายงาน (Report
Format) และการแสดงผลบนจอภาพ (Screen Format) หลักการการออกแบบฟอร์มข้อมูลขาเข้าคือง่าย
 
ต่อการใช้งานและป้ องกันข้อผิดพลาดทีอาจจะเกิดขึน
 
ถัดมาระบบจะต้องออกแบบวิธีการใช้งานเช่นกําหนดว่าการป้ อนข้อมูลจะต้องทําอย่างไร
 
จํานวนบคลากรทีุต้องการในหน้าทีต่างๆแต่ถ้านักวิเคราะห์ระบบตัดสินใจว่าการซือซอฟต์แวร์ดีกว่าการ เขียนโปรแกรมขันตอนการออกแบบก็ไม่จําเป็ นเลยเพราะสามารถนําซอฟต์แวร์สําเร็จรูปมาใช้งานได้ ทันทีสิงทีนักวิเคราะห์ระบบออกแบบมาทังหมดในขันตอนทีกล่าวมาทังหมดจะนํามาเขียนรวมเป็ น เอกสารชุดหนึงเรียกว่า"ข้อมูลเฉพาะของการออกแบบระบบ " (System Design Specification) เมือ สําเร็จแล้วโปรแกรมเมอร์สามารถใช้เป็ นแบบในการเขียนโปรแกรมได้ทันทีสําคัญก่อนทีจะส่งถึงมือ โปรแกรมเมอร์เราควรจะตรวจสอบกับผู้ใช้ว่าพอใจหรือไม่และตรวจสอบกับทุกคนในีมว่าถูกต้อง สมบูรณ์หรือไม่และแน่นอนทีสุดต้องส่งให้ฝ่ายบริหารเพือตัดสินใจว่าจะดําเนินการต่อไปหรือไม่ถ้า อนุมัติก็ผ่านเข้าสู่ขันตอนการสร้างหรือพัฒนาระบบ(Construction)
 
สรุปขันตอนที4 : การออกแบบ (Design)
 
หน้าที:ออกแบบระบบใหม่เพือให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้และฝ่ายบริหาร
 
18
 
 
 
 
ผลลัพธ ์: ข้อมูลเฉพาะของการออกแบบ(System Design Specification)
 
เครืองมือ: พจนานุกรมข้อมูล aDta Dictionaryแผน ภาพการไหลของข้อมูล a(Dta Flow Diagram) ข้อมูลเฉพาะการประมวลผล (Process Specification )รูปแบบข้อมูลat(DaModel) รูปแบบระบบ (System Model) ผังงานระบบ (SystemFlow Charts) ผังงานโครงสร้าง (Structure Charts) ผังงาน HIPO (HIPO Chart) แบบฟอร์มข้อมูลขาเข้าและรายงาน
 
บคลากรและหน้าทีุ:
 
นักวิเคราะห์ระบบตัดสินใจเลือกคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแว์และซอฟต์แวร์(ถ้าใช้) เปลียนแผนภาพ ทังหลายทีได้จากขันตอนการวิเคราะห์มาเป็ นแผนภาพลําดับขันออกแบบความปลอดภัยของระบบออก
 
แบบฟอร์มข้อมูลขาเข้ารายงานและการแสดงภาพบนจอกําหนดจํานวนบคลากรในหน้าทีุต่างๆและการ ทํางานของระบบ
 
ผู้ใช้ฝ่ายบริหารและนักวิเคราะห์ระบบทบทวนเอกสารข้อมูลเฉพาะของการออกแบบเพือความ ถูกต้องและสมบูรณ์แบบของระบบ
 
5.การพัฒนาระบบ (Construction)
 
ในขันตอนนีโปรแกรมเมอร์จะเริมเขียนและทดสอบโปรแกรมว่าทํางานถูกต้องหรือไม่ต้องมี การทดสอบกับข้อมูลจริงทีเลือกแล้วถ้าทุกอย่างเรียบร้อยเราจะได้โปรแกรมทีพ้อมทีจะนําไปใช้งาน จริงต่อไปหลังจากนันต้องเตรียมคู่มือการใช้และการฝึกอบรมผู้ใช้งานจริงของระบบ
 
ระยะแรกในขันตอนนีนักวิเคราะห์ระบบต้องเตรียมสถานทีําหรับเครืองคอมพิวเตอร์แล้ว จะต้องตรวจสอบว่าคอมพิวเตอร์ทํางานเรียบร้อยดี
 
โปรแกรมเมอร์เขียนโปรแกรมตามข้อมูลทีได้จากเอกสารข้อมูลเฉพาะของการออกแบบ (Design Specification) ปกติแล้วนักวิเคราะห์ระบบไม่มกีหนเยวข้าทีองในการเขียนโปรแกรมแต่ถ้า โปรแกรมเมอร์คิดว่าการเขียนอย่างอืนดีกว่าจะต้องปรึ กษานักวิเคราะห์ระบบเสีอทียกว่าอนเพื นักวิเคราะห์จะบอกได้ว่าโปรแกรมทีจะแก้ไขนัมีผลกระทบกับระบบทังหมดหรือไม่โปรแกรมเมอร์ เขียนเสร็จแล้วต้องมีการทบทวนกับนักวิเคราะห์ระบบและผู้ใช้งานเพือค้นหาข้อผิดพลาดวิธีการนี เรียกว่า“Structure Walkthrough” การทดสอบโปรแกรมจะต้องทดสอบกับข้อมูลทีเลือกแล้วชุดหนึงซึง
 
19
 
 
 
 
อาจจะเลือกโดยผู้ใช้การทดสอบเป็ นหน้าทีของโปรแกรมเมอร์แต่นักวิเคราะห์ระบบต้องแน่ใจว่า โปรแกรมทังหมดจะต้องไม่มีข้อผิดพลาด
 
หลังจากนัต้องควบคุมดูแลการเขียนคู่มือซึงประกอบด้วยข้อมูลการใช้งานสารบัญการอ้างอิง “Help” บนจอภาพเป็ นต้นนอกจากข้อมูลการใช้งานแล้วต้องมีการฝึกอบรมพนักงานทีจะเป็ นผู้ใช้งาน จริงของระบบเพือให้เข้าใจและทํางานได้โดยไม่มีปัญหาอาจจะอบรมตัวต่อตัวหรือเป็ุ่มก็ได้ นกล
 
สรุปขันตอนที5 : การพัฒนาระบบ (Construction)
 
หน้าที:เขียนและทดสอบโปรแกรม
 
ผลลัพธ ์: โปรแกรมทีดสอบเรียบร้อยแล้วเอกสารคู่มือการใช้และการฝึกอบรม
 
เครืองมือ: เครืองมือของโปรแกรมเมอร์ทังหลาย Editor, Compiler, Structure Walkthrough
 
วิธีการทดสอบโปรแกรมการเขียนเอกสารประกอบการใช้งาน
 
บุคลากรและหน้าที
 
นักวิเคราะห์ระบบดูแลการเตรียมสถานทีและติดตังเครืองคอมพิวเตอร์(ถ้าซือใหม่)วางแผน และดูแลการเขียนโปรแกรมทดสอบโปรแกรม
 
โปรแกรมเมอร์เขียนและทดสอบโปรแกรมหรือแก้ไขโปรแกรมถ้าซือโปรแกรมสําเร็จรูป นักวิเคราะห์ระบบวางแผนทดสอบโปรแกรม
 
ทีมทีํางานร่วมกันทดสอบโปรแกรม
 
ผู้ใช้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าโปรแกรมทํางานตามต้องการและนักวิเคราะห์ระบบดูแลการเขียน คู่มือการใช้งานและการฝึกอบรม
 
6. การปรับเปลียน (Conversion)
 
ขันตอนนีบริษัทนําระบบใหม่มาใช้แทนของเก่าภายใต้การดูแลของนักวิเคราะห์ระบบการป้ อน ข้อมูลต้องทําให้เรียบร้อยและในทีสุดบริษัทเริมต้นใช้งานระบบใหม่นีได้
 
20
 
 
 
 
การนําระบบเข้ามาควรจะทําอย่างค่อยเป็ นค่อยไปทีละน้อยทีดีทีสุดคือใช้ระบบใหม่ควบคู่ไป กับระบบเก่าไปสักระยะหนึงโดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันแล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์ว่าตรงกันหรือไม่ถ้า เรียบร้อยก็เอาระบบเก่าออกได้แล้วใช้ระบบใหม่ต่อไป
 
7.บารํุงรักษา (Maintenance)
 
การบํารุงรักษาได้แก่การแก้ไขโปรแกรมหลังจากการใช้งานแล้วสาเหตุทีต้องแก้ไขโปรแกรม หลังจากใช้งานแล้วสาเหตุทีต้องแก้ไขระบบส่วนใหญ่มี2ข้อคือ1. มีปัญหาในโปรแกรมB u(g) และ
2. การดําเนินงานในองค์กรหธุรือกิจเปลียนไปจากสถิติของระบบทีพัฒนาแล้วทังหมดประมาณ40% ของค่าใช้จ่ายในการแก้ไขโปรแกรมเนืองจากมี"Bug" ดังนันักวิเคราะห์ระบบควรให้ความสําคัญกับ การบํารุงรักษาซึงปกติจะคิดว่าไม่มีความสําคัญมากนัก
 
เมือ ธุรกิจขยายตัวมากขึนความต้องการของระบบอาจจะเพิมมากขึนเช่นต้องการรายงานเพิมขึน ระบบทีดีควรจะแก้ไขเพิมเติมสิงทีต้องการได้
 
การบํารุงรักษาระบบควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของนักวิเคราะห์ระบบเมือผู้บริหารต้องการ แก้ไขส่วนใดนักวิเคราะห์ระบบต้องเตรียมแผนภาพต่างๆและศึกษาผลกระทบต่อระบบและให้ผู้บริหาร ตัดสินใจต่อไปว่าควรจะแก้ไขหรือไม่